หนังสือส่องใจ

83 อธิษฐานต่อพระเจ้า

ในพระคัมภีร์มีข้อสัญญามากมายว่า ถ้าเราอธิษฐานขอต่อพระเจ้าโดยผ่านทางพระเยซูคริสต์ เราก็จะได้สิ่งที่ขอนั้น เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า พระองค์สามารถให้ตามที่เราขอได้ คำอธิษฐานต้องมีส่วนประกอบ 3 อย่างด้วยกัน 1) อธิษฐานด้วยความเชื่อ การอธิษฐานด้วยความเชื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิต และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้เขาหายโรค (ยากอบ 5:15) พระเยซูตรัสว่า “เหตุฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ขณะเมื่อท่านจะอธิษฐานพระเจ้าขอสิ่งใด จงเชื่อว่าได้รับและท่านจะได้รับสิ่งนั้น” (มาระโก 11:24) วันหนึ่งพระเยซูได้ขับผีออกจากเด็กคนหนึ่ง พวกสาวกมาหาพระเยซูทูลถามว่า “เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีออกไม่ได้” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่ง ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย (มัทธิว 19:20) ความหมายในที่นี้ พระเยซูต้องการให้เรารู้ว่า เวลาที่เราสนทนากับพระเจ้า ให้เราเชื่อและวางใจในพระองค์ว่า พระองค์ทรงควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ แล้วให้วางใจ เพื่อให้ใจของเรามีสันติสุข ไม่กระวนกระวายใจภายหลังการอธิษฐาน มีคนไข้คนหนึ่งขอให้หมออธิษฐานเผื่อโรคของเขา ภายหลังอธิษฐานเสร็จแล้ว เขาถามหมอเขาจะหายไหม แบบนี้เรียกว่า ขาดความเชื่อ 2) อธิษฐานในพระนามของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ตรัสกับบรรดาสาวกว่า “สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น เพื่อว่า พระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเรา เราจะกระทำสิ่งนั้น” (ยอห์น 14:13-14) ในพระนามของพระเยซูนั้นมีอำนาจ เพราะพระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว” (มัทธิว 28:18) ดังนั้นพระนามพระเยซูจึงมีอำนาจที่จะปลดปล่อยเราจากความบาป หรือโรคภัยไข้เจ็บได้ 3) อธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้า เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงอธิษฐานต่อพระบิดาที่สวนเกเสมนี พระองค์กำลังมีความทุกข์อย่างหนัก เพราะพระองค์กำลังจะถูกจับไปตรึงบนไม้กางเขน พระองค์อธิษฐานถึง 3 ครั้งให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา (มัทธิว 26:36-46) อัครสาวกยอห์นเขียนว่า “และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา และถ้าเรารู้ว่า พระองค์ทรงโปรดฟังเรา เมื่อเราทูลขอสิ่งใดๆเราก็รู้ว่า เราได้รับสิ่งที่เราทูลขอนั้นจากพระองค์ (1 ยอห์น 5:14-15) อาจารย์เปาโลกล่าวว่า “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์ (1 เธสะโลนิกา 5:18) พระเจ้าย่อมทราบดีถึงอนาคตของเราว่าเป็นอย่างไร พระองค์ทรงตระเตรียมอนาคตของเราเพียงแต่ขอให้เราแน่ใจว่า เราจะติดสนิทกับพระองค์และวันหนึ่งจะไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ อาจารย์เปาโลจึงตักเตือนเราต่อไปอีกว่า “เหตุฉะนั้น อย่าเป็นคนโง่ แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร” (เอเฟซัส 5:17) มีชายหนุ่มคนหนึ่งติดยาเสพติด วันหนึ่งเขาไปปล้นธนาคารถูกตำรวจจับไปติดคุก ระหว่างที่อยู่ในคุก เขาพบกับเทศนาจารย์คนหนึ่งมาสอนพระคัมภีร์ในคุก เขามาเชื่อพระเจ้า ภายหลัง 1 ปีเขาได้ออกจากคุก เขากลับไปติดยาเสพติดอีก เขาออกห่างจากพระเจ้า ในที่สุด เขาไปปล้นธนาคารอีก เขาถูกจับติดคุกอีก ระหว่างอยู่ในคุก เขาพบกับเทศนาจารย์คนนั้นอีก เขากกลับมารับเชื่อพระเจ้าใหม่ อีก 1ปีต่อมา เขาออกจากคุก ระหว่างทางกลับไปที่บ้าน เจ้าพ่อมาเฟียติดตามมาและฆ่าเขาเสีย เทศนาจารย์คนนั้นขอบพระคุณพระเจ้า เพราะชายหนุ่มคนนี้ได้ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ถ้าชายหนุ่มคนนี้ไม่ตาย เขากลับไปเสพยาเสพติดอีกแน่นอน และเขาจะไม่ได้รับความรอดแน่นอน นี่คือน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ต้องการให้เขาได้รับความรอด ดังนั้นการอธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือ การทำตามความพอใจและความต้องการของพระองค์ การอธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระเจ้ามีลักษณะต่างๆ 1) พระเจ้าตอบคำอธิษฐานทันที 2) พระเจ้าตอบคำอธิษฐานตามเวลาของพระองค์ 3) พระเจ้าตอบคำอธิษฐานที่แสดงออกมาในรูปอื่นที่ดีกว่า 4) พระเจ้าตอบคำอธิษฐานให้รู้ว่า พระเจ้าต้องการให้เราติดสนิทกับพระเจ้า พี่น้องที่รัก ไม่ว่าพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานเร็วหรือช้า ขอให้เราอย่ากล่าวโทษตนเอง ให้เราสารภาพความผิดบาปต่อพระองค์ และตั้งมั่นคงอยู่ในความเชื่อของเรา อย่าให้เรามีข้อสงสัยใดๆเลย แต่ให้เราอธิษฐานตามน้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ว่าผลสุดท้ายที่พระเจ้าทรงประทานให้จะออกมาในรูปอย่างไร ให้เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงประทานสิ่งที่ดีที่สุดแก่เรา เพียงแต่ให้เราอดทนและรักษาความเชื่อวางใจให้มั่นคง และให้เรายอมรับว่า เวลาของพระเจ้าย่อมสำคัญกว่าเวลาของเรา ในที่สุดให้เราหมั่นอธิษฐานเรื่อยๆตลอดไป และให้เชื่อมั่นว่า เราจะได้สิ่งที่เราขอแน่นอน โปรดอย่าสงสัยอีกเลย