หนังสือส่องใจ

60 แท่นบูชาสำหรับพระเจ้า

แท่นบูชาเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการถวายสิ่งบูชาแด่พระ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่คนนับถือกันแท่นบูชาถูกจารึกเป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์เมื่อโนอาและครอบครัวได้ออกจากเรือภายหลังที่อยู่ในเรือมากกว่า 360 วัน สิ่งแรกที่โนอาได้กระทำก็คือ บูชาถวายพระเจ้า “โนอาสร้างแท่นบูชาพระเจ้า และเลือกเอาสัตว์ และนกประเภทไม่มลทินบางตัวมาเผาบูชาถวายที่แท่นนั้น” (ปฐมกาล 8:20) ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงแท่นบูชาอยู่ 2 ประเภท แท่นบูชาประเภทที่ 1 แท่นบูชาสำหรับพระหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นรูปเคารพ ภาษาฮีบรูใช้คำว่า Baino หรือ Bomos ซึ่งแปลว่าขั้นบันได ดังนั้น แท่นบูชาของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสมัยนั้นจึงถูกยกสูงขึ้นในลักษณะของขั้นบันได นั่นคือรูปเคารพจะจั้งอยู่บนที่สูงสุดแล้ว คนที่ถวายบูชาต้องเดินขึ้นบันไดเป็นขั้นๆขึ้นไปข้างบน เพื่อถวายบูชาพระนั้นๆ แท่นบูชาประเภทที่ 2 เป็นแท่นบูชาของพระเจ้า แท่นบูชาของพระเจ้าแตกต่างจากแท่นบูชาของพระที่เป็นรูปเคารพ ภาษาฮีบรูใช้คำว่า thusiasteriou (ธูเซียสเตอรีโอ) คำนี้มีความหมายว่า เป็น slaughter place สถานที่ไว้ฆ่าสัตว์ใช้บูชา ดังนั้น ในพระคัมภีร์เดิมนั้น แท่นบูชาจึงเป็นสถานที่ใช้ฆ่าสัตว์ถวายบูชา แต่ในช่วงที่มีการเพาะปลูก เมื่อทำการเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวยิวจะนำข้าวสาลีและผลแรก 1 ใน 10 ของที่เก็บเกี่ยวและเพาะปลูกได้มาถวาย โดยใส่ในตะกร้าแล้วมอบให้กับปุโรหิต (Priest) จากนั้นปุโรหิตก็จะเอาตะกร้าซึ่งมีข้าวสาลี ผลไม้ ตลอดจนเหล้าองุ่นและขนมปัง มาไว้บนแท่นบูชา (เฉลยธรรมบัญญัติ 26:2-4) แล้วก็ทำการฆ่าสัตว์บนแท่นบูชา เพื่อเป็นเครื่องสัตว์บูชา นอกจากนี้ ยังมีการนำเครื่องหอมกำยาน (incense) มาเผาเพื่อให้เกิดกลิ่นหอมและเป็นการดับกลิ่นสัตว์ที่ฆ่า เครื่องหอมกำยานเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า การถวายบูชาจึงถือว่าบริบูรณ์ แท่นบูชานั้นแตกต่างจากพระวิหาร พระวิหารเป็นสถานที่มีฝากั้นและมีหลังคาคลุม ส่วนแท่นบูชาเป็นสิ่งก่อสร้างซึ่งตั้งอยู่ในที่กว้าง ไม่มีหลังคาคลุมไว้ โดยทั่วไปพระวิหารและแท่นบูชาจะตั้งอยู่ติดกัน แต่ก็มีแท่นบูชาซึ่งตั้งโดดๆโดยไม่มีพระวิหารอยู่ด้วย ในสมัยยุคแรกๆ สัตว์ที่นำมาถวายบูชา ถูกตั้งไว้บนแท่นบูชาและฆ่าบนแท่นบูชาเลย ในยุคของโมเสสพบว่า สัตว์ถูกฆ่าตรงข้างหน้าของแท่นบูชาแล้วเอาส่วนไขมันมาตั้งบนแท่นบูชา ต่อจากนั้นก็เผาบนแท่นบูชา (เลวีนิติ 1:2-9) แท่นบูชาที่พบในพระคัมภีร์เดิมสร้างด้วยวัตถุต่างๆ 1) แท่นบูชาสร้างด้วยดิน (Earth Altars) พบในพระธรรมอพยพ 20:24 ในสมัยนั้นคนมักจะอพยพจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง การสร้างแท่นบูชาถาวรทำได้ยาก คนสมัยนั้นจึงเอาดินโคลนซึ่งหาได้ง่ายในแถบเมโสโปเทเมีย มาทำแท่นบูชา 2) แท่นบูชาสร้างด้วยก้อนหิน (Stone Altar) แท่นบูชาแบบนี้พบได้บ่อยในดินแดนปาเลสไตน์ แท่นบูชาสร้างด้วยหิน เขาสร้างโดยเอาหินก้อนมหึมา มาแกะให้เป็นแท่นบูชาขนาดใหญ่ แท่นบูชาสร้างด้วยหินพบได้ในยุคของซามูเอล กษัตริย์ดาวิดและผู้วินิจฉัย แท่นบูชาของยิวไม่มีขั้นบันได 3) แท่นบูชาสร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ (บรอนซ์) แท่นบูชาแบบนี้สร้างขึ้นในสมัยโมเสส กษัตริย์ซาโลมอน ซึ่งเป็นยุคซึ่งมีการใช้ทองสัมฤทธิ์มาประดับสถานที่ จะเห็นได้จากการที่พระเจ้าได้สั่งให้โมเสสสร้างแท่นเผาบูชา (อพยพ 27: 1-8) ต่อมาในสมัยกษัตริย์ซาโลมอน แท่นบูชาทำด้วยทองสัมฤทธิ์มีขนาดใหญ่มาก คือ 30 ตารางฟุต และสูง 15 ฟุต แท่นบูชามักจะตั้งอยู่ตรงกลางลานพลับพลา และอยู่ใกล้กับสภาพที่นมัสการ Tablenacle ในพระวิหาร ดังนั้นแท่นบูชาต่างๆ ที่กล่าวมาล้วนเป็นแท่นบูชาแบบเครื่องเผาบูชา คือใช้สำหรับฆ่าสัตว์เพื่อเอาสัตว์ หรือ น้ำมันสัตว์มาเผาบูชา 4) แท่นบูชาสร้างด้วยทองคำ แท่นบูชาแบบนี้จะตั้งอยู่ด้านในของพระวิหาร แต่อยู่ชั้นนอกของอภิสิทธิ์สถาน (Holy of Holies) ( 1 พงศ์กษัตริย์ 7:48-50) แท่นบูชาถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโลก เมื่อพระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ให้พาภรรยา บุตร และบุตรสะใภ้ ตลอดจนสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายออกจากนาวา (ปฐมกาล 8:15-19) โนอาห์สร้างแท่นบูชาพระเจ้าในสถานที่พระเจ้าได้ตรัสกับโนอาห์ และเลือกเอาสัตว์และนกประเภทไม่มลทินบางตัวมาเผาถวายที่แท่นนั้น (ปฐมกาล 8:20) การสร้างแท่นบูชาในสมัยเริ่มแรกมีจุดประสงค์ เพื่อนมัสการ ถวายสัตวบูชา เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระเจ้า ต่อมาอับราฮาม อิสอัค ยาโคบ ได้สร้างแท่นบูชาลักษณะเดียวกัน ในบริเวณที่พระเจ้าได้ตรัสกับท่านเหล่านั้น เพื่อถวายสัตวบูชาแด่พระเจ้าและเพื่อระลึกถึงพระคุณของพระเจ้า ต่อมา มาถึงสมัยโมเสส การสร้างแท่นบูชามีจุดประสงค์แตกต่างจากสมัยเริ่มแรก พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงใช้ดินก่อแท่นบูชาสำหรับเรา และบนแท่นนั้น จงใช้แกะและโคของเจ้าเป็นเครื่องเผาบูชา และเป็นศานติบูชาแก่เรา ในทุกตำบลที่เราให้ระลึกถึงนามของเรา เราจะมาหาเจ้าและอวยพรเจ้า” (อพยพ 20:23-24) นี่เป็นครั้งแรกที่แท่นบูชาเป็นที่ถวายศานติบูชา เพื่อเป็นการคืนดีกับพระเจ้า นอกจากนี้ พระเจ้าได้ตรัสกับโมเสสให้จัดการถวายเครื่องบูชาไถ่บาป (เลวีนิติ 4:1) ดังนั้น แท่นบูชาของพระเจ้าสร้างขึ้นเป็นที่ประทับของพระเจ้า เป็นที่นมัสการ สรรเสริญขอบพระคุณพระเจ้า และเป็นที่ถวายสัตวบูชาไถ่บาป ต่อมาได้มีการสร้างพลับพลา (อพยพ 36:8) และพระวิหาร ( 1 พงศ์กษัตริย์ 6) แท่นบูชาของพระเจ้าตั้งอยู่ที่ลานพลับพลา และลานพระวิหาร ภายในพลับพลา หรือพระวิหาร ถูกแบ่งเป็น 2 ห้อง โดยม่านผืนใหญ่แขวนไว้กับขอสำหรับเกี่ยวม่าน ห้องหลัง หรือห้องชั้นใน เรียก อภิสุทธิสถาน ห้องหน้า หรือ ห้องชั้นนอก เรียกวิสุทธิสถาน ในอภิสุทธิสถานเป็นที่ตั้งของหีบพระโอวาท โดยมีพระที่นั่งกรุณาตั้งไว้บนหีบ ห้องนี้เป็นที่ประทับของพระเจ้า เฉพาะมหาปุโรหิตเท่านั้น ซึ่งสามารถเข้ามาในห้องนี้ปีละครั้งในวันลบบาป ห้องหน้าหรือห้องชั้นนอก เป็นที่ตั้งของแท่น เครื่องเผาบูชา เครื่องหอม (อพยพ 30:1-10) โต๊ะขนมปังหน้าพระพักตร์ (อพยพ 25:23-30) คันประทีปทองคำ (อพยพ 25:31-40) ปุโรหิตทำการถวายบูชาประจำวัน สำหรับการถวายสัตวบูชา เพื่อการไถ่บาปกระทำที่แท่นบูชาที่ลานพลับพลา หรือลานพระวิหาร โดยที่ปุโรหิตเป็นผู้กระทำพิธี สรุป คือ ปุโรหิตทำพิธีสัตวบูชาชำระบาปให้แต่ละคนในแต่ละวัน ในวิสุทธิสถาน ส่วนมหาปุโรหิตทำพิธีสัตวบูชาชำระบาปของทุกคนๆคน ปีละครั้งในอภิสุทธิสถาน ในสมัยพันธสัญญาเดิม ชาวอิสราเอลมีพิธีหนึ่งเรียกว่า วันลบบาป (Atonement) พิธีนี้กระทำโดยมหาปุโรหิตปีละครั้ง ในวันที่เจ็ด เดือนสิบ ของทุกปี มหาปุโรหิตต้องชำระกายให้บริสุทธิ์และแต่งกายด้วยผ้าป่านบริสุทธิ์ มหาปุโรหิตฆ่าวัวหนุ่มตัวหนึ่ง เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและแกะผู้ตัวหนึ่งเป็นเครื่องเผาบูชา ต่อจากนั้น มหาปุโรหิตนำแพะ 2 ตัว มาถวายพระเจ้าโดยการจับฉลาก แพะตัวที่ฉลากตกเป็นของพระเจ้าจะถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป แพะอีกตัวหนึ่งเป็นแพะรับบาป นำถวายต่อพระพักตร์พระเจ้าเป็นสัตว์เป็นจะถูกปล่อยไป หลังจากที่มหาปุโรหิตได้วางมือบนหัวแพะ เพราะแพะตัวนี้นำบาปของทุกคนไปให้ห่างไกล ต่อจากนั้น มหาปุโรหิตเข้าไปในห้องอภิสุทธิสถานถวายเครื่องหอมให้ควันของเครื่องหอมขึ้นคลุมพระที่นั่งกรุณา ซึ่งอยู่เหนือหีบพระโอวาท เอาเลือดวัว เลือดแพะประพรมบนพระที่นั่งกรุณา และที่ข้างหน้าพระที่นั่งกรุณา ต่อจากนั้น มหาปุโรหิตและผู้ร่วมพิธีจะชำระร่างกายให้บริสุทธิ์เป็นการเสร็จพิธี (เลวีนิติ 16) ต่อมา ในสมัยของผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ พระเจ้าได้ตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชาอิสราเอลและประชายูดาห์ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ “เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลายและเราจะเป็นพระเจ้าของเขาและเขาจะเป็นประชากรของเรา” (เยเรมีย์ 31:31-34) เพราะเราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาทั้งหลายอีกต่อไป หมายความว่า ในพันธสัญญาใหม่ พระบัญญัติของพระเจ้าจะเก็บไว้ในใจของมนุษย์ ไม่ใช่ในหีบพระโอวาทอีกต่อไป พระเจ้าจะให้อภัยความผิดบาปตลอดไป ไม่ต้องทำพิธีสัตวบูชาในแท่นบูชา และในพระวิหารอีกต่อไป วันเวลาได้มาถึงแล้ว เมื่อพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ให้พระโลหิตของพระองค์หลั่งลงมาชำระบาปของมวลมนุษย์ตลอดไป ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นพระเมษโปดก หรือลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่าบนไม้กางเขนแทนแท่นบูชา พระโลหิตของพระองค์ถูกนำไปถวายบูชาในอภิสุทธิสถาน พระเยซูคริสต์ทรงเป็นมหาปุโรหิต (ฮีบรู 4:14-15, 7:24-27, 8:1-2) พระองค์ทรงเป็นผู้นำพระโลหิตของพระองค์เองมาถวายพระเจ้า เพื่อลบล้างความบาปของมวลมนุษย์ นอกจากนี้ ก่อนที่พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ ผ้าม่านในพระวิหารก็ขาดตรงกลาง (ลูกา 23:45) แสดงถึงว่า ต่อจากนี้ไปปุโรหิตก็สามารถเข้าไปถวายสัตวบูชาได้ ในอภิสุทธิสถาน ในพระคัมภีร์ใหม่ คริสเตียนทุกคนเป็นปุโรหิตของพระเจ้า (1 เปโตร 2:5) คริสเตียนทุกคนนำพระโลหิตของพระเยซูคริสต์มาถวายบูชาลบล้างความบาปของตน ต่อนี้ไป การล้างบาปมิใช่กระทำปีละหนในวันลบบาป พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ทรงล้างบาปของมวลมนุษย์ตลอดไป นอกจากนี้ การล้างบาปไม่ได้กระทำในพระวิหารอีกแล้ว เมื่อพระเยซูคริสต์ได้ทรงพบกับหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ พระเยซูตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้ หรือที่เยรูซาเล็ม พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง (ยอห์น 4:21,24) “เพราะว่า พระคริสต์ไม่ได้เสด็จเข้าในสถานศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสร้างด้วยมือมนุษย์ อันเป็นแบบจำลองจากของจริง แต่พระองค์ได้เสด็จไปสวรรค์นั้น เพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าเพื่อเราทั้งหลาย พระองค์ไม่ต้องทรงถวายพระองค์เองซ้ำอีก ไม่เหมือนมหาปุโรหิตที่เข้าไปในวิสุทธิสถานทุกปี และนำเอาเลือดซึ่งไม่ใช่โลหิตของตัวเองเข้าไปด้วย เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น พระองค์คงจะต้องทรงทนทุกข์ทรมานหลายครั้ง นับตั้งแต่สร้างโลกมา แต่ความจริงพระองค์ทรงปรากฎเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในปลายยุค เพื่อกำจัดบาปให้หมดสิ้นไป โดยการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา (ฮีบรู 9:24-26) อาจารย์เปาโลได้บอกให้เราทราบว่า “ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า ท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน” (1 โครินธ์ 3:16) อาจารย์เปาโลได้ขอให้เราถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยร่างกายของเรา (1 โครินธ์ 6:19-20) สรุป คือ พระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงพันธสัญญาเก่า เป็น พันธสัญญาใหม่ นั่นคือ พระเยซูคริสต์ แทน ลูกแกะ (พระเมษโปดก) ไม้กางเขน แทน แท่นบูชา พระโลหิต แทน เลือดแกะ พระวิญญาณและพระคัมภีร์ แทน พระที่นั่งกรุณาและหีบพระโอวาท คริสเตียน แทน ปุโรหิต ดวงใจ แทน วิสุทธิสถาน ร่างกาย แทน พระวิหาร ดังนั้น เมื่อท่านมาเป็นคริสเตียน ท่านต้องสารภาพความผิดบาปต่อพระเยซูคริสต์ พระองค์อนุญาตให้ท่านเป็นปุโรหิตนำพระโลหิตของพระองค์ซึ่งหลั่งออกมาที่ไม้กางเขนเข้าไปในดวงใจของท่าน แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงประทับอยู่ในดวงใจของท่าน พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงพระเยซูคริสต์แก่ท่านเพื่อไถ่บาปของท่าน และท่านสามารถนมัสการพระเจ้าด้วยตนเองทุกเวลาด้วยการอธิษฐาน ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เพราะพระเจ้าสถิตอยู่ในร่างกายของท่านตลอดไป