หนังสือส่องทาง

48 ชีวิตนิรันดร์

มีผู้สูงอายุคนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อเขามีอายุ 6 ขวบ เขาเคยเห็นผู้สูงอายุคนหนึ่งเดินข้ามถนนช้าๆด้วยไม้เท้าที่ช่วยพยุงร่างของเขา เขาคิดว่าเขาจะไม่มีวันแก่เฒ่าคล้ายกับผู้สูงอายุคนนั้น และแล้วเวลาก็ผ่านไปเร็วมาก เขาเริ่มรู้สึกสมองของเขาไม่หลักแหลมเหมือนแต่ก่อน ในทางการแพทย์ เมื่อคนเราอายุเกิน 60 ปี ประสาทสัมผัสทั้งหลายไม่ว่า จะเป็นการได้ยิน การมองเห็น การดม กลิ่น การลิ้มรส และการสัมผัส ตลอดจนไขข้อ หัวใจ เริ่มเสื่อมลงเป็นลำดับ ผู้สูงอายุบางคนก็รู้สึกซึมเศร้าและเบื่อหน่ายกับชีวิต สำหรับ พวกเราชาวคริสเตียนรู้ว่า โลกนี้เป็นที่อยู่เพียงชั่วคราว วันหนึ่ง เราจะไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ คริสเตียนจึงสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ ไม่ใช่ในโลกนี้ คริสเตียนจะไม่รู้สึกตกใจหรือหวาดกลัว เพราะเรามีความหวังในชีวิตใหม่ซึ่งจะตามมา นั่นคือชีวิตนิรันดร์ในพระราชอาณาจักรของ พระเจ้า หรือในสวรรค์ของพระเยซูคริสต์ อัครทูตเปาโลได้เขียนไว้ในพระธรรมโครินธ์ 4:16 ว่า “เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” และอัครทูตเปาโลเขียนต่อไปในพระธรรมโครินธ์ 5:1-4 “เพราะเรารู้ว่าถ้าเรือนดิน คือกายของเรานี้จะพังทำลายเสียเราก็ยังมีที่อาศัยซึ่งพระเจ้า ทรงโปรดประทานให้ที่มิได้สร้างด้วยมือมนุษย์ และตั้งอยู่เป็นนิตย์ในสวรรค์ เพราะว่าในร่างกายนี้เรายังครวญคร่ำอยู่ มีความอาลัยที่จะสวมที่อาศัยของเราที่มาจากสวรรค์ เพื่อว่า เมื่อเราสวมแล้วเราก็จะมิได้เปลือย เพราะว่าเราผู้อาศัยในร่างกายนี้จึงครวญคร่ำเป็นทุกข์ มิใช่เพราะปรารถนาที่จะอยู่ ตัวเปล่า แต่ปรารถนาจะสวมกายใหม่นั้น เพื่อว่าร่างกายของเรา ซึ่งจะต้องตายนั้นจะได้ถูกชีวิตอมตะกลืนเสีย” เมื่อเรามีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ให้เราจดจำคำมั่นสัญญาของพระเจ้าซึ่งมีต่อเรา เป็นคำสัญญาซึ่งใหม่และสดอยู่เสมอ จิตใจของเราก็จะสดชื่น และยิ้มแย้มอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันให้เรามามุ่งสนใจกับสิ่งที่พระเยซูคริสต์ต้องการให้เราไปปฏิบัติและที่พระองค์อยากให้เราเป็น ให้เราแน่ใจว่าเราเป็นบุคคลซึ่งพระองค์เลือกสรรให้ไปอยู่กับพระองค์ในที่สุด เมื่อพระเยซูคริสต์ได้สัญญาที่จะรับเราไปอยู่กับพระองค์ (ยอห์น 14:1-3) แล้วเราจะสัญญากับพระองค์ได้ไหมว่า เราจะเชื่อและวางใจพระองค์อย่างสัตย์ซื่อที่สุด เพราะนั่นคือหลักประกันความรอดและชีวิตนิรันดร์ของเรา