หนังสือส่องทาง
107 เมฆอันตรายกับชีวิตคริสเตียน
เมื่อเครื่องบินลอยลำอยู่บนท้องฟ้า พวกเราคงสังเกตได้ว่า เครื่องบินลอยอยู่เหนือเมฆ แต่เวลาที่เครื่องบินบินผ่านเมฆบนท้องฟ้า เครื่องบินจะสั่นคลอน เนื่องจาก เครื่องบินปะทะกับก้อนเมฆซึ่งเป็นไอน้ำเย็นที่แข็งจับกันเป็นก้อนนอกจากนั้น นักบินซึ่งขับเครื่องบินก็มองทิศทางไม่เห็นเพราะเมฆหนาจนมองไม่เห็นต้องอาศัยเรดาร์ภาคพื้นดินและเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วยนำทางเวลาที่เครื่องบินจะลงสู่สนามบิน ในช่วงที่เครื่องบินบินอยู่ในเมฆ พวกเราจะมองไม่เห็นอะไรจนกระทั่งผ่านพ้นเมฆจึงเห็นท้องฟ้าหรือพื้นดินอีกครั้ง และในที่สุดนักบินก็สามารถนำเครื่องบินลงสู่สนามบินโดยปลอดภัย ในชีวิตของคนเรา เราอาจผจญกับความมืด เหมือนกับเครื่องบินเข้าไปอยู่ในเมฆ ทำให้เรารู้สึกมืดมนสับสน มองอะไรไม่เห็น เราพยามยามดิ้นรนออกจากความมืดเหมือนออกจากเมฆ ชีวิตสั่นคลอนเหมือนกับเครื่องบินเข้าไปอยู่ในเมฆ เราหวาดกลัว เราต้องการเข็มทิศเพื่อจะหลุดพ้นจากความมือไปสู่ความสว่าง เราต้องการชีวิตที่สงบ ราบรื่น เราแสวงหาธรรมะ หาความหมายของชีวิต หาความมั่นคงของชีวิต มีบ่อยครั้งเราประสบกับอันตรายเหมือนกับอันตราย ที่เครื่องบินผ่านเข้าไปในก้อนเมฆ ในพระธรรมยอห์น บทที่ 8 ข้อ 12 เขียนไว้ว่า พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต เมื่อพระเยซูคริสต์เป็นความสว่างของเรา เวลาที่เราเชิญพระองค์เข้ามาประทับอยู่ในใจของเรา ใจของเราก็จะเห็นความสว่าง เพราะพระองค์จะทรงนำทางชีวิตของเรา ไม่ว่าชีวิตจะมืดมนสับสน มองไม่เห็นหนทางเลย ไม่ว่าเราจะผ่านเมฆที่อันตราย เราก็จะไม่กลัว เพราะพระองค์ได้มอบเข็มทิศของชีวิตแก่เรา คือพระคัมภีร์ ซึ่งจะช่วยให้เราดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัยและมีสันติสุข เราจะไม่มีวันหลงทางอีกตลอดไปในโลกนี้